วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ลงแขกเกี่ยวข้าว (4)

11.11.55___ วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้าเหมือนเดิม ทำภาระกิจส่วนตัวกันเสร็จเรียบร้อย เช้าวันนี้เราเดินเท้ามาที่โรงสีดาวกระจาย ระยะทางประมาณ 800 เมตร เช้านี้อาหารสดชื่นมาก สูดอากาศได้เต็มปอด ระหว่างรอความพร้อม พ่อ แม่ ชาวนาได้ทำน้ำข้าวกล้องอุ่นๆ มาให้พวกเราทานรองท้องก่อน พอสมาชิกครบเราก็เริ่มกิจกรรมแรกของวันนี้คือ ไปปลูกแตงโม เป็นแปลงปลูกขนาดเล็กๆ ได้ทำการเตรียมปั่นดินไว้แล้ว
จากนั้นก็มีการแนะนำวิธีการปลูกที่ถูกต้อง และพวกเราก็ลงมือปลูกแตงโม แตงโมที่เราปลูกจะมีระยะเวลาในการเติบโต จนพร้อมเก็บเกี่ยวประมาณ 75 วัน จากนั้นพวกเราก็ มาล้างมือ พร้อมรับประทานอาหารเช้า ซึ่งวันนี้เป็น ข้าวต้ม 150 สายพันธุ์ผสมธัญพืชต่างๆ พร้อมไข่ต้มและไข่ดาว เลือกกันได้ตามความชอบใจ หรือจะสองอย่างเลยก็ได้ ไม่ว่ากัน ท้องอิ่มก่อนที่จะง่วงกัน พวกเราก็เริ่มกิจกรรมต่อไปคือ การลงแขกเกี่ยวข้าว
พอถึงแปลงนา ก็เริ่มลงมือเกี่ยวข้าวกันทันที พร้อมกับพี่ตุ๊หล่างก็อธิบายถึงที่มาของการลงแขกเกี่ยวข้าว คร่าวที่ผมบอกจำได้ ก็ประมาณว่าเป็นประเพณีการสร้างความสัมพันธ์กันของคนในหมู่บ้าน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เนื่องจากวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน สมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงชาวเมืองที่ไม่บ่อยครั้งที่จะต้องออกแดดร้อนขนาดนี้ พวกเราเกี่ยวข้าวกันประมาณ 20-30 นาที ก็พักทานน้ำหญ้าม้าผสมมะนาว อันแสนสดชื่นเติมพลัง
แล้วก็ออกแดดอีกครั้งเพื่อเก็บภาพเป็นที่ระลึกกัน ก่อนเก็บของกลับ จากนั้นก็แยกย้ายกันตามบ้านเพื่ออาบน้ำ เก็บสัมภาระ ก่อนจะมารวมกันอีกทีที่โรงสีดาวกระจาย กิจกรรมต่อไปคือการเขียนความในใจที่ได้จากกิจกรรม ครั้งนี้ โดยกิจกรรมนี้ทำพร้อมกับรับประทานอาหารเที่ยง
เสร็จสิ้นก็มีการให้พรจากพ่อแม่ชาวนา รับของที่ระลึก เป็นข้าว 2 ถุง ถ่ายรูปหมู่รวมอีกครั้ง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ___สวัสดี___

ลงแขกเกี่ยวแขก (3)

10.11.55__ วันที่สองของกิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง ครั้งที่ 2 ตอน "ลงแขกเกี่ยวข้าว รับลมหนาวปลายนา" เริ่มต้นที่ผมตื่นนอนประมาณ ตี 5 ครึ่ง ทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จ แม่แต๋นก็ชวนพวกเรามาตักบาตรพระสงฆ์
จากนั้นแม่แต๋นก็ได้เตรียมถ่านผสมดินสอพอง มาให้พอกหน้ากัน และมีน้ำคลอลอฟิว(น้ำใบย่าน่าง, ใบเบญจรงค์, ใบเตย)
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นแนวทางของหมอเขียว จากนั้นแม่แต๋นก็พาไปดูแปลงผัก ก็จะมีพวกแตงกวา ผักกาด
และก็เดินทางไปที่นา ซึ่งห่างจากที่บ้านประมาณ 800 เมตร ก่อนจะลงแปลงนา แม่แต๋นได้ชวนไปรดน้ำผักกันก่อน ที่นี่ก็มีพืชผักหลายอย่าง อาทิ ต้นหอม กระเทียม กล้วย ผักกาด และส้มโอที่สุกพร้อมรับประทาน ก็เก็บจากต้นมาได้ 10 กว่าลูก
พักทานน้ำข้าวกล้องอุ่นๆ และระหว่างรออาหารเช้า อาหารเช้าเป็นข้าวต้มใส่ธัญพืช อิ่มเรียบร้อย ก็พร้อมลงแขกเกี่ยวข้าวกัน ถึงที่นาแม่แต๋นก็แนะนำวิธีการเกี่ยว พร้อมอธิบายพันธุ์ข้าว เกี่ยวได้สักพัก ก็พักเหนื่อยกันนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยบนกองฟาง
และก็กลับมาที่พักทานน้ำ เดินไปดูพ่อบ้านจับปลาในบ่อกลางนา พักกันพอหายเหนื่อยก็ไปช่วยกันเตรียมเชื้อเห็ด เตรียมเอาไปเพาะ ระหว่างทำก็มีอาหารว่างเป็นกล้วยทอด ที่เพิ่งไปตัดมาเมื่อเช้า ผมว่าเป็นกล้วยทอดอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา กล้วยไม่อมน้ำมันเหมือนที่เคยๆทาน หวานกำลังดี จากได้ก็เดินไปดูบ้านดิน ที่สร้างแบบเรียบง่าย ใช้กล่องนมนำมาต่อกันเป็นหลังคา ดินที่ทำก็ขุดเอาตรงนั้นข้างๆบ้าน
และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง มื้อนี้อาหารจะค่อยข้างเยอะเป็นพิเศษ เนื่องจากมีทีมงานของทีวีบูรพามารับประทานด้วย มื้อนี้อาหารก็มีหลากหลายครับ แต่ที่อร่อยพิเศษ คือ หัวปลีชุบแป้งทอด ปนเห็ด(คล้ายๆน้ำพริกของภาคกลาง) ช่วงบ่ายๆของวันนี้เราต้องเดินทางไปอีกที่ ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเราจะเดินทางไปที่ โรงสีดาวกระจาย บ้านโนนค้อทุ่ง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่นี่จะเป็นที่สีข้าวและบรรจุข้าว
ของกลุ่มข้าวนาคุณธรรม ที่ขายในนาม "ข้าวคุณธรรม" ที่โรงสีดาวกระจายสมาชิกทุกท่านจะได้มารวมกันอีกครั้ง โดยมี พี่อดุลย์ ตัวแทนชาวนาคุณธรรม และ พี่เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ กล่าวถึงที่มา โครงการเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา จากนั้นก็รับประทานอาหารเย็น และก็กิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละกลุ่ม โดยการส่งตัวแทนมาเล่าถึงกิจกรรมที่ตนเองได้ไปทำมาในแต่ละบ้าน โดยก่อนเริ่มกิจกรรมได้มีการฟังเทศน์จากพระวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ และกิจกรรมสุดท้าย คือ พิธีเทียน เป็นพิธีรวมใจกันเป็นหนึ่ง แลกเปลี่ยนความในใจแก่กัน และการผูกข้อมือให้พรโดยพ่อแม่ เกลอทุ่ง เสร็จสิ้นพิธี ก็มีข้าวหลามเผาใหม่ๆเตรียมไว้ให้เราทานกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามบ้าน ซึ่งคืนที่สองนี้ ได้มีการสลับกลุ่มและบ้านใหม่ เพื่อการทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นมากขึ้น

ลงแขกเกี่ยวข้าว (2)

9.11.55___ การเดินทางครั้งนี้ออกจากกรุงเทพประมาณ 7 โมงเช้า และเดินทางถึงวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ประมาณ 4 โมงเย็น ได้รับการต้อนรับจากเกลอทุ่ง ด้วยน้ำหญ้าม้า ผสมน้ำผึ้ง มะนาว หวาน หอม สดชื่น จากนั้นก็มีการแนะนำตัวกันระหว่าง เกลอเมือง เกลอทุ่ง
และการเยี่ยมชม ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นการรวบรวมพื้นฟูอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไว้ให้ชาวนา กว่า 150 สายพันธุ์ และแปลงนาสาธิต
จากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปตามบ้านพักของพ่อแม่ชาวนา ที่ได้แบ่งกลุ่มกันไว้ สมาชิกแต่ละบ้านจะมีประมาณ 4-5 คน ซึ่งบ้านที่ผมได้ไปพัก เป็นบ้านของแม่แต๋น ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 40 กิโล ทำให้ไปถึงฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไปถึงก็เก็บข้าวของ ทยอยอาบน้ำ ส่วนแม่แต๋นและพ่อบ้านก็เตรียมทำอาหารเย็นสำหรับพวกเรา และแล้วก็ถึงเวลาอาหารของพวกเรา อาหารมื้อนี้เป็นมังสาวิรัติ เนื่องจากแม่แต๋นเป็นผู้รับประทานอาหารมังสาวิรัติ มาเป็นระยะเวลาประมาณ 9 ปีแล้ว และก็เป็นที่มาของเรื่องเล่าในวงรับประทานอาหาร แม่แต๋นได้เล่าว่า แต่ก่อนทำเกษตรโดยใช้สารเคมีมาตลอด จนวันนึงไปตรวจร่างกาย พบว่าเป็น โรคตับแข็ง หมอก็ทักว่าดื่มเหล้ามากไป ทั้งๆที่แม่แต๋นไม่ได้ดื่ม แล้วแม่แต๋นได้มาคิดดูน่าจะมาจากสารเคมีที่ใช้ โดยเวลาใช้ก็แบกสะพายหลังและสารเคมีก็หก รดตัวอยู่เป็นประจำ รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ประมาณ 4 ปี อาการก็ไม่หาย จนกระทั้งมาพบ หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) ได้แนะนำให้ใช้การรักษาแนวทางการแพทย์วิถีธรรม หลักๆก็มี ทานอาหารงดเนื้อสัตว์ รสจืด, ดีท็อกซ์ (สวนทวาร), ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ซึ่งรายละเอียดจะมีอยู่ใน www.morkeaw.net แม่แต๋นใช้ระยะเวลารักษาอยู่ประมาณ 4 เดือน อาการก็ดีขึ้น เป็นเหตุให้ทานมังสาวิรัติ มาจนถึงปัจจุบันนี้ รับประทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันพักผ่อน

ลงแขกเกี่ยวข้าว (1)

กิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง___ เมื่อวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง ครั้งที่ 2 ตอน "ลงแขกเกี่ยวข้าว รับลมหนาวปลายนา" ___ของเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา ที่จังหวัดยโสธร และอำนาจเจริญ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพ่อแม่ชาวนา ที่นี่จะใช้คำว่า "เกลอเมือง" "เกลอทุ่ง" เป็นคำแทนกลุ่มพวกเราที่ไปจากเมืองและกลุ่มชาวนาคุณธรรม ซึ่งฤดูกาลนี้ เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว เป็นโอกาสที่ดีในการได้ทดลองเกี่ยวข้าว ได้ใช้ชีวิตตามรูปแบบของชาวนา โดยการทำนาของกลุ่มชาวนาคุณธรรม จะทำการเกษตรโดยปราศจากสารเคมี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เกษตรอินทรีย์" และการทำการประกอบอาชีพโดยปราศจากอบายมุข ไม่ทานเหล้า ไม่เล่นการพนัน จึงได้ใช้ชื่อว่า "กลุ่มชาวนาคุณธรรม" โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้แบ่งให้ผู้ร่วมกิจกรรมไปพักค้างที่บ้านของพ่อแม่ชาวนา ลักษณะเหมือนพักโฮมสเตย์ ___สวัสดี