ศ๊ล 5 คือ ความปกติ____ศีลข้อ (1) ไม่ฆ่าสัตว์ ความปกติของการรักชีวิต เราต่างก็รักชีวิตตัวเอง ปกติแล้วก็จะไม่ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น___ศีลข้อ (2) ไม่ลักขโมย ก็เช่นกันของของใคร ก็ไม่อยากให้คนอื่นเอาไป เป็นปกติ ____ศีลข้อ (3) ปกติเราควรจะมีคู่ครองแค่คนเดียว และเราไม่ยินดีให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับคู่ครองของเรา _____ศีลข้อ (4)ความจริงเป็นปกติ เป็นสิ่งที่พูดได้ โดยไม่ต้องมาคอยระวังอะไรหรือแม้แต่การไม่พูดเบียดเบียนผู้อื่น ___ศีลข้อ(5) การเสพของมึนเมาทำให้เราไม่ปกติ ขาดสติ กระทำโดยไม่ยั้งคิด____โดยรวมทั้งหมดแล้วทุกข้อล้วนเป็นข้อที่แนะให้เรากลับมาอยู่กับความเป็นปกติที่ควรเป็น เหมือนเป็นปกติแล้ว ปัญหาก็จะไม่มี สวัสดี
วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ศีล 5
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานคนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 4 ในชื่อว่า "มนุษย์ มโนธรรม"____เป็นงานที่ผมมีความรู้สึกอิ่มเอิบ กับสิ่งต่างๆที่ได้รับรู้เรื่องราว วันนี้ผมขอยกข้อคิดดีๆจาก ปฐมคาถา จากท่าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวเกี่ยวกับเรื่องศีล 5 ที่หลายๆคนเข้าใจแตกต่างกันไป ตามการศึกษา รับรู้ ท่านพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ได้ให้ความหมายที่ถูกต้องและเข้าใจได้ง่าย
วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555
เดินกินถิ่นนาเกลือ
เริ่มแล้วครับ สำหรับถนนเดินกิน
เดินกินถิ่นนาเกลือซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม โดยจัดมาประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ครับ สำหรับใครที่มาเที่ยวพัทยา อยากเดินเล่น หาอะไรทาน สบายก็ขอเชิญครับ งานเดินกินถิ่นนาเกลือจัดอยู่ที่ตลาดเก่านาเกลือ หรือคนท้องถิ่นจะเรียกว่า
ตลาดเก่านาเกลือโดยตลาดจะตั้งอยู่ย่านนาเกลือ ซึ่งถ้ามาจากรุงเทพก็จะอยู่ก่อนถึงพัทยาเหนือครับ ถ้ามาไม่ถูกก็ลองถามๆคนท้องถิ่นดูได้ครับมาไม่ยากครับ _____ตลาดเก่านาเกลือเป็นตลาดที่ผมมีความผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านอยู่ใกล้ตลาด เรียกได้ว่าไปวิ่งเล่นประจำครับ เป็นตลาดเก่าแก่ของเมืองพัทยา ถ้ามาพัทยาแล้วต้องการหาอาหารทะเลสดๆ ก็หาได้จากที่ตลาดแห่งนี้ครับ แต่ระยะเวลาผ่านไป ตลาดนาเกลือก็เงียบเหงาไปตามกาลเวลา ไม่ค่อยคึกคักเหมือนแต่ก่อน จนมีการจัดงานถนนเดินกิน ตลาดก็กลับมา มีสีสันขึ้นอีกครั้ง โดยยังมีความเก่าแก่ และมีเสน่ห์ของตลาดเก่านาเกลืออยู่ น่าจะคล้ายๆกับหลายสถานที่ที่นิยมกลับมาทำตลาดโบราณ ให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง จัดเป็นถนนคนเดินความยาวกว่า 1 ก.ม. ____งานเดินกินถิ่นนาเกลือ_____ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อาหาร ของทานเล่นครับ เช่น ปลาหมึกสดย่างกันใหม่ๆ แจงลอนอาหารท้องถิ่น คล้ายๆกับทอดมัน เพียงแต่ใช้วิธีย่างครับ ปลาทอด หอยทอด แต่ผมแนะนำให้ลองทะเลทอดครับอร่อยมากครับ น้ำพริกไข่ปู ส้มตำปูม้า บาร์บีคิว ฯลฯ ผลไม้ ขนมก็มีครับ มีขนมฝักบัวครับ ตอนเด็กๆชอบทานมาก มีสินค้าของใช้ต่างๆเช่นเสื้อผ้า ของที่ระลึก สินค้าทำมือ มีการจัดที่ไว้สำหรับนั่งรับประทานอาหาร ที่สะพานยาวริมทะเล บรรยายกาศสบายๆ พร้อมวงดนตรี หรือถ้าอยากจิบเบียร์สดก็มีให้บริการครับ โดยงานจะจัดทุกวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้-20 ม.ค. 2556 ในเวลา 16.00-22.00 น. ใครว่างๆก็แวะมาเที่ยวดูครับ จะเห็นมุมมองใหม่ๆของเมืองพัทยา ที่มีมากกว่าแสงสี ครับ
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ลงแขกเกี่ยวข้าว (4)
11.11.55___
วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้าเหมือนเดิม ทำภาระกิจส่วนตัวกันเสร็จเรียบร้อย เช้าวันนี้เราเดินเท้ามาที่โรงสีดาวกระจาย ระยะทางประมาณ 800 เมตร เช้านี้อาหารสดชื่นมาก สูดอากาศได้เต็มปอด ระหว่างรอความพร้อม
พ่อ แม่ ชาวนาได้ทำน้ำข้าวกล้องอุ่นๆ มาให้พวกเราทานรองท้องก่อน พอสมาชิกครบเราก็เริ่มกิจกรรมแรกของวันนี้คือ ไปปลูกแตงโม เป็นแปลงปลูกขนาดเล็กๆ ได้ทำการเตรียมปั่นดินไว้แล้ว
จากนั้นก็มีการแนะนำวิธีการปลูกที่ถูกต้อง และพวกเราก็ลงมือปลูกแตงโม แตงโมที่เราปลูกจะมีระยะเวลาในการเติบโต จนพร้อมเก็บเกี่ยวประมาณ 75 วัน จากนั้นพวกเราก็ มาล้างมือ พร้อมรับประทานอาหารเช้า
ซึ่งวันนี้เป็น ข้าวต้ม 150 สายพันธุ์ผสมธัญพืชต่างๆ พร้อมไข่ต้มและไข่ดาว เลือกกันได้ตามความชอบใจ หรือจะสองอย่างเลยก็ได้ ไม่ว่ากัน ท้องอิ่มก่อนที่จะง่วงกัน พวกเราก็เริ่มกิจกรรมต่อไปคือ การลงแขกเกี่ยวข้าว
พอถึงแปลงนา ก็เริ่มลงมือเกี่ยวข้าวกันทันที พร้อมกับพี่ตุ๊หล่างก็อธิบายถึงที่มาของการลงแขกเกี่ยวข้าว คร่าวที่ผมบอกจำได้ ก็ประมาณว่าเป็นประเพณีการสร้างความสัมพันธ์กันของคนในหมู่บ้าน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เนื่องจากวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน สมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงชาวเมืองที่ไม่บ่อยครั้งที่จะต้องออกแดดร้อนขนาดนี้ พวกเราเกี่ยวข้าวกันประมาณ 20-30 นาที ก็พักทานน้ำหญ้าม้าผสมมะนาว อันแสนสดชื่นเติมพลัง
แล้วก็ออกแดดอีกครั้งเพื่อเก็บภาพเป็นที่ระลึกกัน ก่อนเก็บของกลับ จากนั้นก็แยกย้ายกันตามบ้านเพื่ออาบน้ำ เก็บสัมภาระ ก่อนจะมารวมกันอีกทีที่โรงสีดาวกระจาย กิจกรรมต่อไปคือการเขียนความในใจที่ได้จากกิจกรรม
ครั้งนี้ โดยกิจกรรมนี้ทำพร้อมกับรับประทานอาหารเที่ยง
เสร็จสิ้นก็มีการให้พรจากพ่อแม่ชาวนา รับของที่ระลึก เป็นข้าว 2 ถุง ถ่ายรูปหมู่รวมอีกครั้ง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ
___สวัสดี___
ลงแขกเกี่ยวแขก (3)
10.11.55__
วันที่สองของกิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง ครั้งที่ 2 ตอน "ลงแขกเกี่ยวข้าว รับลมหนาวปลายนา" เริ่มต้นที่ผมตื่นนอนประมาณ ตี 5 ครึ่ง ทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จ
แม่แต๋นก็ชวนพวกเรามาตักบาตรพระสงฆ์
จากนั้นแม่แต๋นก็ได้เตรียมถ่านผสมดินสอพอง มาให้พอกหน้ากัน และมีน้ำคลอลอฟิว(น้ำใบย่าน่าง, ใบเบญจรงค์, ใบเตย)
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นแนวทางของหมอเขียว จากนั้นแม่แต๋นก็พาไปดูแปลงผัก ก็จะมีพวกแตงกวา ผักกาด
และก็เดินทางไปที่นา ซึ่งห่างจากที่บ้านประมาณ 800 เมตร
ก่อนจะลงแปลงนา แม่แต๋นได้ชวนไปรดน้ำผักกันก่อน ที่นี่ก็มีพืชผักหลายอย่าง อาทิ ต้นหอม กระเทียม กล้วย ผักกาด และส้มโอที่สุกพร้อมรับประทาน ก็เก็บจากต้นมาได้ 10 กว่าลูก
พักทานน้ำข้าวกล้องอุ่นๆ และระหว่างรออาหารเช้า อาหารเช้าเป็นข้าวต้มใส่ธัญพืช อิ่มเรียบร้อย ก็พร้อมลงแขกเกี่ยวข้าวกัน ถึงที่นาแม่แต๋นก็แนะนำวิธีการเกี่ยว พร้อมอธิบายพันธุ์ข้าว
เกี่ยวได้สักพัก ก็พักเหนื่อยกันนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยบนกองฟาง
และก็กลับมาที่พักทานน้ำ เดินไปดูพ่อบ้านจับปลาในบ่อกลางนา พักกันพอหายเหนื่อยก็ไปช่วยกันเตรียมเชื้อเห็ด เตรียมเอาไปเพาะ
ระหว่างทำก็มีอาหารว่างเป็นกล้วยทอด ที่เพิ่งไปตัดมาเมื่อเช้า ผมว่าเป็นกล้วยทอดอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา กล้วยไม่อมน้ำมันเหมือนที่เคยๆทาน หวานกำลังดี
จากได้ก็เดินไปดูบ้านดิน ที่สร้างแบบเรียบง่าย ใช้กล่องนมนำมาต่อกันเป็นหลังคา ดินที่ทำก็ขุดเอาตรงนั้นข้างๆบ้าน
และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง มื้อนี้อาหารจะค่อยข้างเยอะเป็นพิเศษ
เนื่องจากมีทีมงานของทีวีบูรพามารับประทานด้วย มื้อนี้อาหารก็มีหลากหลายครับ แต่ที่อร่อยพิเศษ คือ หัวปลีชุบแป้งทอด ปนเห็ด(คล้ายๆน้ำพริกของภาคกลาง)
ช่วงบ่ายๆของวันนี้เราต้องเดินทางไปอีกที่ ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเราจะเดินทางไปที่ โรงสีดาวกระจาย บ้านโนนค้อทุ่ง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่นี่จะเป็นที่สีข้าวและบรรจุข้าว
ของกลุ่มข้าวนาคุณธรรม ที่ขายในนาม "ข้าวคุณธรรม" ที่โรงสีดาวกระจายสมาชิกทุกท่านจะได้มารวมกันอีกครั้ง โดยมี พี่อดุลย์ ตัวแทนชาวนาคุณธรรม และ พี่เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ กล่าวถึงที่มา
โครงการเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา จากนั้นก็รับประทานอาหารเย็น และก็กิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละกลุ่ม โดยการส่งตัวแทนมาเล่าถึงกิจกรรมที่ตนเองได้ไปทำมาในแต่ละบ้าน
โดยก่อนเริ่มกิจกรรมได้มีการฟังเทศน์จากพระวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ และกิจกรรมสุดท้าย คือ พิธีเทียน เป็นพิธีรวมใจกันเป็นหนึ่ง แลกเปลี่ยนความในใจแก่กัน และการผูกข้อมือให้พรโดยพ่อแม่ เกลอทุ่ง
เสร็จสิ้นพิธี ก็มีข้าวหลามเผาใหม่ๆเตรียมไว้ให้เราทานกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามบ้าน ซึ่งคืนที่สองนี้ ได้มีการสลับกลุ่มและบ้านใหม่ เพื่อการทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นมากขึ้น
ลงแขกเกี่ยวข้าว (2)
9.11.55___
การเดินทางครั้งนี้ออกจากกรุงเทพประมาณ 7 โมงเช้า และเดินทางถึงวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ประมาณ 4 โมงเย็น
ได้รับการต้อนรับจากเกลอทุ่ง ด้วยน้ำหญ้าม้า ผสมน้ำผึ้ง มะนาว หวาน หอม สดชื่น จากนั้นก็มีการแนะนำตัวกันระหว่าง เกลอเมือง เกลอทุ่ง
และการเยี่ยมชม ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นการรวบรวมพื้นฟูอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไว้ให้ชาวนา กว่า 150 สายพันธุ์ และแปลงนาสาธิต
จากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปตามบ้านพักของพ่อแม่ชาวนา ที่ได้แบ่งกลุ่มกันไว้ สมาชิกแต่ละบ้านจะมีประมาณ 4-5 คน ซึ่งบ้านที่ผมได้ไปพัก เป็นบ้านของแม่แต๋น
ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 40 กิโล ทำให้ไปถึงฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไปถึงก็เก็บข้าวของ ทยอยอาบน้ำ ส่วนแม่แต๋นและพ่อบ้านก็เตรียมทำอาหารเย็นสำหรับพวกเรา
และแล้วก็ถึงเวลาอาหารของพวกเรา อาหารมื้อนี้เป็นมังสาวิรัติ เนื่องจากแม่แต๋นเป็นผู้รับประทานอาหารมังสาวิรัติ มาเป็นระยะเวลาประมาณ 9 ปีแล้ว
และก็เป็นที่มาของเรื่องเล่าในวงรับประทานอาหาร แม่แต๋นได้เล่าว่า แต่ก่อนทำเกษตรโดยใช้สารเคมีมาตลอด จนวันนึงไปตรวจร่างกาย พบว่าเป็น โรคตับแข็ง
หมอก็ทักว่าดื่มเหล้ามากไป ทั้งๆที่แม่แต๋นไม่ได้ดื่ม แล้วแม่แต๋นได้มาคิดดูน่าจะมาจากสารเคมีที่ใช้ โดยเวลาใช้ก็แบกสะพายหลังและสารเคมีก็หก รดตัวอยู่เป็นประจำ
รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ประมาณ 4 ปี อาการก็ไม่หาย จนกระทั้งมาพบ หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) ได้แนะนำให้ใช้การรักษาแนวทางการแพทย์วิถีธรรม หลักๆก็มี
ทานอาหารงดเนื้อสัตว์ รสจืด, ดีท็อกซ์ (สวนทวาร), ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ซึ่งรายละเอียดจะมีอยู่ใน www.morkeaw.net แม่แต๋นใช้ระยะเวลารักษาอยู่ประมาณ 4 เดือน อาการก็ดีขึ้น
เป็นเหตุให้ทานมังสาวิรัติ มาจนถึงปัจจุบันนี้ รับประทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันพักผ่อน
ลงแขกเกี่ยวข้าว (1)
กิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง___
เมื่อวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง ครั้งที่ 2 ตอน "ลงแขกเกี่ยวข้าว รับลมหนาวปลายนา"
___ของเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา ที่จังหวัดยโสธร และอำนาจเจริญ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพ่อแม่ชาวนา ที่นี่จะใช้คำว่า "เกลอเมือง" "เกลอทุ่ง" เป็นคำแทนกลุ่มพวกเราที่ไปจากเมืองและกลุ่มชาวนาคุณธรรม
ซึ่งฤดูกาลนี้ เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว เป็นโอกาสที่ดีในการได้ทดลองเกี่ยวข้าว ได้ใช้ชีวิตตามรูปแบบของชาวนา โดยการทำนาของกลุ่มชาวนาคุณธรรม
จะทำการเกษตรโดยปราศจากสารเคมี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เกษตรอินทรีย์" และการทำการประกอบอาชีพโดยปราศจากอบายมุข ไม่ทานเหล้า ไม่เล่นการพนัน
จึงได้ใช้ชื่อว่า "กลุ่มชาวนาคุณธรรม" โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้แบ่งให้ผู้ร่วมกิจกรรมไปพักค้างที่บ้านของพ่อแม่ชาวนา ลักษณะเหมือนพักโฮมสเตย์ ___สวัสดี
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
“คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน” โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ
ในโลกปัจจุบันนี้ จัดเป็นยุคที่ สับสน หลอกลวงกันได้ง่าย โดยเฉพาะเป็นยุคทางสื่ออิเลคทรอนิค เป็นยุค “ลับ_ลวง_พราง” สิ่งที่อ่านในสื่ออาจจะไม่ใช่ความจริง สิ่งที่เป็นข่าว อาจจะเ
ป็นข้อมูลลวงและพราง เปลี่ยนประเด็นความสนใจของประชาชนออกไป กฏหมายชราภาพพอๆกับผู้รักษากฏหมายชราภาพ การศึกษาเป็นทาสของนักธุรกิจ เป็นการศึกษาเชิงพานิชย์ ฯลฯ มากกว่าสมัยก่อนๆ หรือ สมัยก่อนอาจจะมีมากก็ได้ แต่ ไม่ค่อยเป็นข่าว ไม่ค่อยโดนจับได้ ข่าวร้ายโดนลบทิ้งได้ทันเวลา ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะฟันฝ่ายุคนี้ไปได้อย่างสมดุล คือ สมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม สมดุลทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม และ รักษ์โลก เพื่อที่ว่าสุดท้ายไม่โดนระบบธรรมชาติ จัดระเบียบ ด้วยสงคราม และ ภัยธรรมชาติต่างๆ __ คนสมัยนี้ คล้ายกับผีร้าย ซาตานเข้าสิง สามารถทำธุรกิจ แบบทำลาย ทำร้ายสุขภาพผู้คนได้แบบหน้าตาเฉย ตาใส ไร้ความรู้สึก ไม่ผิดกฎหมายทั้งๆที่ผิดคุณธรรม โดยผ่าน ระบบการตลาดที่โหดเหี้ยม กลไกการตลาดที่ "ลับ ลวง พราง" และ เพื่อ ยั่วยวน หลอกล่อ จับจุดอ่อน ส่งเสริมความฟุ่มเฟือย ฯลฯ โดยใครไม่รู้เท่าทัน ก็ "ติดกับดัก" หลุดเข้าระบบ "สายพานชีวิต" ........ ผมมีคำแนะนำ ง่ายๆ (ไม่ต้องมีเอกสารอ้างอิง เพราะ คิดเอง มั่วเอง) ๑๒ ประการ ดังนี้ __
(๑) อย่าเชื่อโฆษณา :
นักการตลาด นักโฆษณา มากมาย ใช้ เทคนิค ศิลปะการยั่วยวน ให้ คึกที่จะซื้อ นับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้เป็นนักซื้อ หัดสร้างหนี้ตั้งแต่เป็นเด็กๆกันเลยทีเดียว ศาสตร์ทางการตลาด โฆษณา สื่อสารมวลชน กลายเป็นศาสตร์ที่ "ติดลบ" "อกุศล"มากขึ้น เสื่อมลงมากขึ้น คนในวงการ ไม่ควบคุมกันเอง ไม่ตักเตือนกัน ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภค ก็ต้องเลิกเสพสื่อ เลิกเชื่อโฆษณา สอนลูก สอนหลาน สอนเยาวชน ให้เห็น กลลวงต่างๆ ให้มากขึ้น รู้ให้ทัน __
(๒) ดู TV ให้น้อยลง และ หันไป ลงมือทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น
ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลจอทีวี จอ Internet บ้าง สุขภาพของท่าน จะโดนทำลาย ทั้งสายตา กล้ามเน้ื่อสะบักไหล่ กระดูกจะปวดทั้งที่หลังและที่คอ โรคกระเพาะอาหาร นอนน้อย และ อื่นๆ สุดท้าย เงินเก็บที่หามาได้ จะหมดลง เพราะ เป็นค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล นั่งรถเข็นหรือนอนพะงาบพะงาบ ช่วยตนเองไม่ได้บนเตียง และ ไม่มีลูกหลานมาดูแล เพราะ ท่านทอดทิ้งพวกเขา มาหมกมุ่นอยู่หน้าจอทั้งวัน ท่านลืมออกกำลังกาย ความรัก ความผูกพันในครอบครัวจะหายไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น __
(๓) เดินห้างให้น้อยลง พาลูกพาหลานออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนะ :
เดินในห้าง ท่านก็ผสมลมหายใจของใครต่อใครก็ไม่รู้ปนเปไปกับท่าน สูดเชื้อ ดมกลิ่น สารเคมี ที่ฉีดลงบนสินค้าต่างๆ ดมทุกวัน บ่อยๆมากๆก็แย่เหมือนกันนะ ออกไปกลางแจ้ง ที่อากาศดีๆ เพราะ บนถนนยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่เอาจริงเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจาก การเมืองและผลประโยชน์ กีฬากลางแจ้ง แบบฝรั่ง มีแต่ค่ายใช้จ่ายราคาแพง เป็นกีฬาเชิงการค้าไปแล้ว เราก็ลองหากิจกรรมง่ายๆ ราคาถูก เช่น เดินป่า ปลูกต้นไม้ เข้าวัด ก็ได้นะ __
(๔) อย่าไปอยู่ในฝูงชนมากนักเลย โดยเฉพาะคอนเสริท์ต่างๆ :
หูจะแตก เพราะ ลำโพงเปิดเสียงดังลั่น ทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ลานเต้นแอร์โรบิก ถนนที่รถเต็มไปหมด รถเปิดเพลงดังลั่นและ ในชนบท ก็ยัง เปิดเพลงดังลั่นระวัง ยังมีระเบิดจากผู้ก่อการร้าย โรคติดต่อร้ายแรง ท่ีอาจจะมาพร้อม การเปิด AEC (ประชาคมอาเซียน) ก็ได้นะ อย่าทำอะไรตามๆกัน หันทวนกระแสแล้วจะปลอดภัย อย่าไปเห่อตามเขามากนัก โดยเฉพาะเร่ืองอาหาร มีแต่ภัย ซ่อนเร้นอยู่ __
(๕) ซื้อให้น้อยๆหน่อย หัดทำเองบ้าง :
ปลูกผักเอง แล้วจะรู้ว่า ผักธรรมชาติ กับ ผักอันตรายด้วยสารเคมี มันต่างกันเยอะเลย ทั้ง รส สี และกลิ่น หัดพึ่งพาตนเองบ้าง ลดการนำเข้า ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในบ้าน และ ในองค์กรก็ได้ วิศวกร มีแต่ catalog engineer ซื้อๆๆ เทคโนโลยีต่างชาติ คิดอะไรเองไม่เป็น ออกแบบไม่เป็น เก่งแต่ “จัดซื้อ” ควรหัดฝึกวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์บ้าง ผู้บริหารหัดทำอะไรเองบ้าง ลงจากหอคอยงาช้าง ลงมาเลียบค่ายดูทหารเลวบ้าง อย่าคิดเองเออเอง ลงมาดูที่จริง ของจริง ความจริงบ้าง อย่าหูเบา อย่าเชื่อคนข้างกายมากนักเลย __
(๖) หยุดทาน อาหารโหลๆ (Junk food) แล้วหัด ทานอาหาร ตามธรรมชาติบ้าง :
ระบบการศึกษายุคนี้ เป็นแบบ “รู้ลึกโง่กว้าง” สุดท้าย ตายน้ำตื้น โดนพ่อค้าแม่ค้าหลอกเอาสารเคมี ใส่ลงไปในอาหาร ทานเข้าไปทุกวัน แบบ “โง่ ตาใส” เรียนก็สูง การงานก็ดี แต่ สอบตก เรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร เร่งรีบ โดนหลอก หลงตนเอง ขี้เกียจ มักง่าย สุดท้าย "ทานแบบด่วน ก็ตายแบบด่วน" กลับบ้าน ทานข้าวกับพ่อแม่ ลูกเมียบ้าง ทานอาหารนอกบ้าน น่ากลัวนะ จะบอกให้ __
(๗) เอาแต่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วคาดหวังผลงานดีๆ :
ขยันแบบโง่ ทำเหมือนเดิม ไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่กล้าลอง อ้างงานยุ่ง ซึ่งพวก ขยันแต่โง่นี้ ฮิตเล่อร์ (Hitler)บอกว่า “เจอเมื่อไร ให้ฆ่าทิ้ง” สุดท้ายองค์กรไปไม่รอด ตนเองล้มบนฟูก ลูกน้องเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย แม่ธรณีโดนรังแก วนอยู่ในกรอบเดิมๆ ตั้ง KPI มาวัดผลงาน ด่าในเรื่องซ้ำๆ ด่าคนทำไม่ด่าคนส่ัง เข้าลักษณะที่ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป” หรือ “สาปแช่งความมืด ลืมจุดตะเกียง” __
(๘) เอาแต่ขับรถ ลองหัดเดินดูบ้าง :
เอาแต่ ยั่วให้คนซื้อรถ ปล่อยดอกเบี้ยให้ซื้อรถ สุดท้าย รถเต็มเมือง ถล่มน้ำมัน ต่างชาติฟันกำไร คนไทยเป็นง่อย เดินไม่เป็น ระบบรถสาธารณะน้อย กดดันให้ซื้อรถใหม่ ดูดควันพิษ ... ยังไม่มีระบบ Sky walk ในเมืองไทย คือ สามารถเดินเชื่อมทะลุได้หมด ไม่ต้องใช้รถ __
(๙) ของเก่ายังใช้ไม่คุ้ม ซื้อใหม่อีกแล้ว ลองอดทนใช้ของเก่าๆบ้าง :
ทั้ง โทรทัศน์ โทรศัพท์ หัดค่อยๆใช้ไป ไม่ต้องบ้าจี้ ขี้อวด ขี้โอ่ กลัวตกเทรนด์ อดทนหน่อย เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ อยู่เรื่อย ลงโปรแกรมใหม่ๆ ลูกอีช่างเปลี่ยน จนคนในองค์กร มึน งง เบลอไปหมดแล้ว __
(๑๐) หยุดวุ่นวายเรื่องชาวบ้าน หัดมาพิจารณาตนเองบ้าง :
เอาแต่ จับกลุ่มนินทา เพ่งโทษ โดยไม่หันมาพัฒนาตนเอง ติดดี เห็นคนอื่นแย่กว่า พูดจาทับถม ดับกำลังใจกัน สุดท้าย องค์กรหมดสภาพ เลิกเห่อฝรั่ง เห่อต่างชาติ หันมาใช้ของไทยๆ ภูมิใจในความเป็นไทยบ้างนะ หัดขอบคุณกันบ้าง อย่าเป็นองค์กรแล้งน้ำใจ อย่าวางฟอร์ม อย่าระแวง อย่าต่างคนต่างอยู่ อย่ากัดกันเอง ___
(๑๑) หัดทำอะไรช้าๆบ้าง เร่งมาแล้วทั้งชีวิต :
ในความช้า มีอะไรให้ศึกษามากมาย จะเร่งไปตายถึงไหน เร่งขับรถ เร่งกิน เร่งโกง เ่ร่งกำไร ไปถึงไหน รอๆ ธรรมชาติฟื้นตัวบ้างนะ ถล่มแม่ธรณีทำไมกันเนี่ย ช้าให้เป็น ช้าอย่างมีสติ หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำงานศิลปะบ้าง__
(๑๒) หัดมีระบบสำรองบ้าง :
ถ้าอยู่เมืองใหญ่ วันใด มีสงคราม มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ จะหลบไปไหน แก่แล้วจะทำอะไร อย่ามาติดเรื่องเกษียณ ตอนอายุ ๕๙ ปี มันสายไปแล้ว ควรคิดตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปีแล้ว ว่าจะเกษียณยังไง อย่ามั่นใจว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง หัดสำรองความเชื่อเอาไว้บ้าง หากเรื่องที่เราไม่เชื่อ โดยเฉพาะ เรื่อง ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์มีจริงขึ้นมา เราจะทำไง หัดบริหารความเสี่ยงบ้างนะ เรียนทางสายวิทย์มาตลอด เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มาตลอด แล้วรู้ได้ไงว่า วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ในเมื่อ มนุษย์ที่โกงๆ มั่วๆ เป็นคนทำวิจัย ทำการทดลอง และ เป็นนายทุนนำเสนอ กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์น่าจะถูกต้อง 100% แต่ นักวิทยาศาสตร์นี่ซิ ไม่น่าจะถูกต้อง ทุกคนนะ บางคนอาจจะรับเงินนักธุรกิจชั่วร้าย งกๆเค็มๆ โกงๆมาก็ได้นะ บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อเข้าข้างตนเองก็มีนะ
*** อย่ารอแก่แล้วไปวัด ไปศึกษาทางธรรมนะ *** เรื่องทาง พุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกๆๆ จนได้ทักษะ ไม่ใช่ แค่คิด ไม่ใช่แค่อ่าน ก็จะเข้าใจได้นะ ดังนั้น อย่าประมาท อาจจะตายก่อน เกษียณก็ได้ อาจจะพิการ จนศึกษาทางธรรมไม่ได้ก็ได้นะ รู้ได้ไงว่า ที่เชื่อมาทั้งชีวิต หนีธรรมะมาทั้งชีวิต เป็นเรื่องจริง
หากไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าหาบัณฑิต ก็คือ คิดเอง เออเอง มันพลาดได้ง่ายๆนะ เรื่องทางธรรม ไม่ใช่ เรื่องการใช้ “ความคิด” นะ หลงใช้ “ความคิด” มาทั้งชีวิต แล้วจะเข้าใจธรรมได้ยังไง ธรรมะเป็นเรื่องของ “สติ” ที่ต้องผ่านการฝึกฝน สะสมเก็บชั่วโมงฝึก คนคิดมากฝึกธรรมไม่ได้นะ _
จริงๆแล้ว ยังมีอีกหลายประการ หลายข้อแนะนำ แต่ ๑๒ ประการนี้ ก็เยอะแล้ว _ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ ฟังดูง่าย แต่ ทำจริงๆยาก เหมือนกับการศึกษาธรรมะ คือ ต้องลงมือทำจึงจะเข้าใจ เอาแต่อ่านแล้ววิจารณ์ไม่ได้เลย __
การพึ่งพาตนเอง ไม่ไหลตามกระแส ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น ไม่ต้องไปคิดแบบแคบๆว่า "ทำกินเองแล้วคนอื่นจะตกงาน พ่อค้าจะไม่มีงานทำ" การคิดแบบนี้ เป็นอะไรที่ วัยรุ่นเรียกว่า "เกรียน"มาก หรือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ ซี้ปังโต้ และ ซี้ปังเท้า มากๆ
อย่ารอแก่
หลายคนบอกว่ารออายุมาก่อนค่อย__ศึกษาธรรมะ__ดูแลสุขภาพ__รักษาธรรมชาติ____ตอนนี้ยังไม่มีเวลา__เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะตายเมื่อไร เกิดตายก่อนล่ะ___สมาธิก็ยังไม่ได้ฝึก___วัดก่อนยังไม่ได้เข้า___ป่วยแล้วค่อยมาดูแลสุขภาพ วันนั้นอาจจะสายแล้วก็ได้__เริ่มฝึก เริ่มปฏิบัติ เริ่มรักษา ได้เลยครับ สะสมกันไปครับ เพราะเราไม่รู้ว่าจะอยู่อีกกี่วัน
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555
พรให้แก่คนรัก
เธอเป็นคนใจดี__________เธอเป็นคนฉลาด__________เธอเป็นคนสำคัญ
สิ่งที่ควรทำ
"จุดตะเกียงดีกว่าด่าความมืด"
วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ข้อคิดหนึ่ง
ภาคนอกเกษตร > ภาคเกษตร นะ และ ใน ภาคเกษตรเอง ก็เป็น เคมี มากกว่า ปลอดเคมี อีกต่างหาก_ ดูๆไป คนไทย มีแนวโน้ม จะเลิกทำเกษตรแล้ว _ กินเงินเดือน เอาเงินเดือนไปซื้อของห้าง ซื้อซุปเปอร์ เอาเงินเดือนไปให้ต่างชาติ ตนเองเอากายไปแลกเงินเดือน ตอนแก่ป่วย เอาเงินเดือน ไปให้ค่ายาต่างชาติอีกด้วย _ เอาเข้าไป เนอะ_______ จาก อ.วรภัทร ภู่เจริญ
ขอบคุณครับ
วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ใจ_สู่_ใจ
สิ่งหนึ่งที่ผมใช้กับมิตร ผมจะให้ใจก่อนเป็นอย่างแรก _ เช่นกันกับความรัก ความรักของผมก็คือการใช้_ใจสู่ใจ ผมรู้สึกว่าการที่เรามีจิตใจที่ดีพร้อมให้สิ่งที่ดีนั้นต่อไปกับคนอื่น คล้ายกับการส่งพลังบวกต่อกันไป และอีกอย่างหากเราใช้ใจสื่อกัน จะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สิ่งที่ผ่านมาแล้วดีทั้งนั้น
ไม่ว่าเรื่องร้าย หรือดี ที่ผ่านเข้ามาล้วนเป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะมันผ่านไปแล้ว มีทุกข์เดี๋ยวสุขก็ตามมา เช่นกันมีความสุขก็ต้องเตรียมใจรับความทุกข์ด้วย ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเราไปตลอด อยู่กับปัจจุบัน และทำให้ดีที่สุดครับ
สวัสดี
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555
32 ข้อ ประเมินตนเอง ว่า "ตื่นรู้" มากแค่ไหน
วันนี้ขอนำ บทความดีของ อ.วรภัทร ภู่เจริญ มาแบ่งปัน เกี่ยวกับเรื่องการฝึกสติครับ----------------------------------------
----------------------------------32 ข้อ ประเมินตนเอง ว่า "ตื่นรู้" มากแค่ไหน---------------------------------------------
หลายคนถามผมว่า ฝึกสติไปแล้ว วัดผลยังไง ผมก็ขอ อธิบาย ง่ายๆ เป็นข้อๆ เป็น checklist ง่ายๆ นะ นี่แหละ Key Behavior Indicators :- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑) มีแนวโน้มที่จะสดใสขึ้น ใจว่างๆ โล่งๆ (ใจดี หรือ ดีใจ ไม่เหมือน ใจโล่งๆ นะ)ไม่อมทุกข์ ไม่หน้าบึ้ง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒) มีแนวโน้มที่จะยิ้มง่ายขึ้น ยิ้มให้คนอื่นก่อน ไม่ต้องรอให้คนอื่นยิ้มให้ก่อน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓) มีแนวโน้มที่จะไหว้คนอื่นได้ก่อน ไม่มีข้อแม้ว่า ใครต้องไหว้ใครก่อน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๔) มีแนวโน้มที่จะถ่อมตน ไม่เจ้ายศ ไม่เจ้าอย่าง ง่ายๆ ติดดิน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๕) มีแนวโน้มที่จะรับผิดชอบงานมากขึ้น ไม่อ้าง ไม่หนี อดทน ยอม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๖) มีแนวโน้มที่จะมีเมตตามากขึ้น ใช้เมตตาธรรมนำหน้าเหตุผล
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๗) เมื่อได้ยินเรื่องราวใดๆ ก็มีแนวโน้ม ที่จะดู สังเกตมากกว่าที่จะด่วนวิจารณ์ ด่วนออกอาการ ด่วนออกอารมณ์ แม้นจะโดนด่า โดนเข้าใจผิด ก็ยังอดทน ควบคุมตนเองได้ ง่ายๆ ปล่อยๆ ไม่เอาเรื่อง ไม่เอาก็ได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๘) มีแนวโน้มที่จะเปิดโอกาสผู้อื่นพูดมากขึ้น ฟังมากขึ้น ไม่ด่วน "สวนกลับ" ไม่ด่วน "หักคอ" ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนฟันธง ไม่แทรกแซงขณะคนอื่นกำลังพูด อัตราการเต้นของหัวใจปกติ ไม่คูมตาม เมื่อโดนคนอื่นด่า
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๙) มีแนวโน้มที่จะยอมรับ เปิดใจ ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้ รับฟังอีกมุมมองได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๐) มีแนวโน้มที่จะ ขยันๆ และ "กล้า" ลงมือทำในเรื่องที่ดีเป็นกุศล ต่างๆ ทันที โดยไม่มีข้อแม้น ไม่เอาเรื่องในอดีตมาทำให้สะดุดในการที่จะทำ ไม่เอาเรื่องในอนาคตมาหยุดตนเอง ทำตามเป้าหมายได้ ไม่วอกแวก รู้จัก focus
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๑) มีแนวโน้มที่จะ หันไป กตัญญู พ่อแม่ ไปหา ไปดูแล ไปคุย กับผู้มีพระคุณมากขึ้น ครูเก่า เจ้านายที่เคยช่วยสอน ผู้มีอุปการะคุณ ฯลฯ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๒) มีแนวโน้มที่ สัตว์เลี้ยงต่างๆ จะเดินเข้ามาหา เพราะคนที่ใจสงบ ตื่นรู้ บรรดาสัตว์ในธรรมชาติ เขาจะ รับรู้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๓) มีแนวโน้มที่จะ ไม่เมาบุญ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๔)มีแนวโน้มที่จะ "ให้" บริจาค จิตอาสา ทำเพื่อส่วนรวมมากขึ้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๕) มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าตนเอง เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ รู้สึกว่าผู้คนกับตัวเองเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่รู้จะทำลายกันไปทำไม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๖) มีแนวโน้มที่จะคบ บัณฑิต หลวงปู่ หลวงพ่อ ที่ดีๆ มากขึ้น ไปหา ไปฟังธรรมจากท่าน ตามโอกาส
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๗) มีแนวโน้มที่จะ ห่างไกลคนพาล อบายมุข
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๘) มีแนวโน้มที่จะรักษาศีล๕มากๆ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ขโมย ไม่ผิดกาม ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ทานของมึนเมา
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑๙) มีแนวโน้มที่จะ ชื่นชม (Appreciation) ผู้คน ยินดีที่คนอื่นได้ดีหรือ มีมุทิตา นั่นเอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๐) มีแนวโน้มที่จะไม่นินทาใคร ไม่ทำให้ใครแตกแยก ชวนให้คนสามัคคีกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๑) มีแนวโน้มที่จะไม่กังวล หลับสบาย หลับง่าย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๒) มีแนวโน้มที่จะไม่ฝันร้าย เช่น ในฝันไม่รู้สึกวิ่งยากลำบาก ก้าวขาไม่ออกอีกต่อไป ไม่ฟันว่าฟันหัก ไม่ฝันว่า กลับไปเป็นเด็กแล้วเครียดก่อนสอบ อีก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๓) มีแนวโน้มที่จะฝันดี เช่น เจอพระ เจอคนดีๆ ตื่นขึ้นมาแล้วสดชื่น มีความสุข
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๔) มีแนวโน้มที่จะนึกอะไร อยากได้อะไรที่ดีๆ เป็นกุศล ไม่นานก็จะได้ หรือ มีคนเอามาให้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๕) มีแนวโน้มที่จะยอมคน เช่น ยอมให้แซงคิว ยอมให้เอาเปรียบ ยอมให้ต่อว่า ฯลฯ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๖)มีแนวโน้มที่จะไม่ด่วน"ประเมิน"ตัดสิน ตัดเกรด แบ่งแยก พิพากษา (judgement) ผู้คนห้อยแขวน (suspend) เอาไว้ก่อนดูมากขึ้น เผื่อคาดไม่ถึงบ้าง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๗) มีแนวโน้มที่จะ รักผู้คนแบบไม่มีเงื่อนไข (Unconditional love) ไม่หวังผลให้ก็คือให้ไม่มีข้อแม้น ไม่อิจฉา ไม่ริษยา
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๘)มีแนวโน้มที่จะ รู้จักสติที่ฐานกาย ใช้ "กายรู้กาย" ได้มากขึ้น นานขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้น รู้ๆทุกก้าว ทุกอิริยาบท
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๒๙)มีแนวโน้มที่จะ "จับ" ความรู้สึก ที่ "ใจ" ของตนเองได้รู้ว่าใจกุศล อกุศล
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓๐)มีแนวโน้มที่จะ "แยกแยะ" จิต กับ ความคิด ได้ รู้จักความคิดจร ( ความคิดนอกแผน ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด ความคิดที่ชวนไปเละเทะ ฟุ้งซ่าน ออกนอกทาง ฯลฯ)เป็น นีโอ ที่ สามารถจับกระสุนความคิด ที่ กิเลสยิงใส่มาได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓๑) มีแนวโน้มที่จะกลับไปอ่าน หนังสือธรรมะแล้วเข้าที่ "ใจ"มากขึ้น ร้อง "อ๋อ" มากขึ้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓๒) ไม่กลัวตายสิ้นข้อสงสัยและไม่งมงายในศีลภายนอก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๓๓) อื่นๆ
วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ตื่น
ตื่น รู้อยู่ปัจุบันขณะคมธรรม ท่าน ว.วชิรเมธี
วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เข้าวัดกันเถอะ
วันนี้เป็นอีกวันที่ได้ไปทำบุญที่วัด เนื่องจากเป็นวันเจริญอายุ(วันเกิด) ของหลวงปู่บัวเกตุ
ช่วงนี้เข้าวัดบ่อยครับ จากปกติจะไปทำบุญวันพระที่ตรงกับวันหยุด แต่ช่วงนี้น้องบวชเป็นพระอยู่
ไปวัดก็สบายใจดีครับ เห็นผู้คนแต่ละคนมีจิตใจตั้งมั่นจะมาทำบุญ ยิ้มแย้ม มีความสุข
นั่งฟังพระสวดมนต์ ให้พร และผมก็ไปช่วยงานวัดยกของถวายพระ
แล้วก็กวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้แก่พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อน มิตร เจ้ากรรมนายเวร สัมพเวสี
ใครที่ยังไม่เคยเข้าวัด ผมแนะนำหากมีโอกาสมาเข้าวัดกันเถอะ
มีอะไรดีๆอีกมากมายที่ไม่เคยเจอ
สวัสดี
วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
งานอุปสมบท(2)
ผ่านไปแล้วครับงานอุปสมบท หรือพวกเราเรียกกันติดปากว่า งานบวช นั้นเองครับ เล่นเอาเหนื่อยพอสมควรครับ
เริ่มจากวันโกนผมนาค พอได้เวลาบรรดาญาติๆที่นัดกันไว้ก็เดินทางมาพร้อมกันคลิบผมนาค ต่อด้วยนิมนต์พระมาโกนให้ แล้วนาคก็อาบน้ำ
ส่วนผมกับญาติๆก็เตรียมนำของที่จะใช้ในการบวชมาเตรียมไว้ที่ศาลาวัด
เวลา 1 ทุ่ม ก็ขึ้นศาลาฟังพระเทศน์สอนนาค เสร็จแล้วก็ทานข้าวต้มที่เตรียมเอาไว้กัน แล้วก็ขนของทั้งหมดกลับกุฏิเพราะศาลาไม่มีคนเฝ้าครับ
เช้าวันรุ่งขึ้น ตี5ครึ่ง นำของทั้งหมดมาวางบนศาลาเหมือนเดิมครับ 7 โมงเช้าพระขึ้นศาลา ถวายอาหาร พระฉันเช้าเสร็จ ญาติโยมทั้งหลายก็เตรียมตั้งขบวนแห่
รอบโบสถ์ เข้าโบสถ์ก็เป็นพิธีขานนาค พิธีใ้ช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง แล้วผมก็ได้มาเตรียมของและอาหาร ถวายเพล มีพิธีสำหรับพระใหม่อีกเล็กน้อย คือ มีการตักบาตรของพระใหม่
เป็นอันจบพิธีการอุปสมบท จากนี้ก็ให้พระใหม่ได้ศึกษาพระธรรมต่อไปครับ
สวัสดี
วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
งานอุปสมบท
ช่วงนี้เป็นการเตรียมงานบวช น้องชายครับ ซึ่งมีขั้นตอนและการเตรียมตัวอยู่พอสมควร เริ่มตั้งแต่ต้องพาน้องไปตรวจร่างกาย ตรวจปัสสวะ ไปขอใบรับรองประวัติจากตำรวจ
แล้วก็ต้องเตรียมตัวไปอยู่วัดก่อนประมาณ 7 วัน นุ่งชุดขาว ถือศีล รวมถึงการท่องบทขานนาค ให้ได้ ทำการซ้อมพิธีในวันอุปสมบท วัดที่น้องบวช จะเคร่งครัดในพระวินัยมากครับ
ต่อมาก็ต้องมาเตรียมของใช้ต่างๆ ตามที่พระอาจารย์ได้ ระบุมาให้ ซึ่งบางสิ่งก็ต้องซื้อหา บางสิ่งวัดก็จะมีให้ยืม และเตรียมเรื่องอาหารเลี้ยงพระ บอกญาติพี่น้องถึงกำหนดการต่างๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อนหน้านี้ผมไม่คิดว่าจะมีรายละเอียดเยอะขนาดนี้ครับ แต่มาดูแล้วก็จำเป็นจริงๆและก็ถูกต้องตามประเพณีด้วยครับ
เดี๋ยววันอุปสมบทมีอะไรบ้างผมจะมาเขียนเล่าให้อีกทีครับ
สวัสดี
วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ข้าวโพดหวาน ไร่สุวรรณ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเดินทางไปโคราชมา และได้ผ่าน
ศูนย์วิจัยพันธ์ข้าวโพด ไร่สุวรรณซึ่งอยู่ช่วงอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ริมถนนมิตรภาพครับ หลังที่ได้ดูรายการทีวีสักรายการหนึ่งผมจำไม่ได้ ได้แนะนำจุดซื้อของฝาก และ
ข้าวโพดหวานๆอร่อยๆซึ่งจริงๆแล้วผมก็ผ่านไปผ่านมาแถวนี้บ่อย แต่ก็ไม่เคยแวะเยี่ยมชมสักครั้ง ปกติจะซื้อข้าวโพดตามที่อยู่ข้างทางริมถนนมิตรภาพช่วงอำเภอปากช่อง ซึ่งบางทีก็ได้ข้าวโพดดี บางทีก็ไม่ดี คราวนี้เลยเลือกแวะซื้อที่
ไร่สุวรรณดูบ้าง ที่ศูนย์จำหน่ายของฝาก ของไร่สุวรรณ มีการจัดการที่ดีพอสมควรครับ ข้าวโพดที่คัดแต่ฟักสวยๆ มีให้เลือกแบบต้มกับแบบดิบ และมีวิธีการนำไปอุ่น มีน้ำนมข้าวโพด หวานหอมอร่อยครับ ใครยังไม่เคยลองดื่ม แนะนำครับ น้ำนมขาวโพดก็มีการจัดแพ็กใส่ลังพร้อมน้ำแข็งเรียบร้อยครับ ส่วนสินค้าอื่นๆก็จะคล้ายๆกับร้านของฝากอื่นๆ มีสินค้าพื้นบ้าน ผัก ผลไม้ ผ่านไปผ่านมาก็ลองแวะดูนะครับ สังเกตุง่ายๆ มีข้าวโพดยักษ์อยู่ด้านหน้าครับ สวัสดี
วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เมี่ยงคำ
วันนี้มาแนะนำอาหารทานเล่น แต่ประโยชน์เยอะครับ เมี่ยงคำ
ไม่ทานได้มานานแล้วครับ เห็นที่ตลาดมีขายเลยลองสักหน่อย อร่อยครับ
ส่วนประกอบของเมี่ยงคำ ก็จะมี ใบชะพลู (อันนี้ผมใช้ที่ปลูกเองครับ อร่อยปลอดสารพิษ) , มะพร้าวคั่ว , มะนาวหั่นเต๋า , ขิง , หอมแดง , ถั่วลิสง , พริก(ก็ปลูกเองอีกครับ) , น้ำราด (ทำมาจากน้ำตาลปิ๊บ+มะพร้าวคั่ว+น้ำมะขามเปียก) แม่บอกมาครับ
การที่ได้ปลูกพืชผักไว้ทานเอง รสชาติพืชผักเหล่านี้ผมว่ามันอร่อยกว่าที่ซื้อเค้ากินนะครับ
ลองทำทานกันนะครับ
สวัสดี
วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555
เมืองน่าอยู่
จากประสบการณ์ท่องเที่ยวของผม ได้เดินทางไปมาก็หลายจังหวัด มีความรู้สึกประทับใจในบางสิ่งต่างๆกันไป
ไม่ว่าจะเป็น อาหาร, สถานที่, ผู้คน, อากาศ ฯลฯ
แต่ที่ เชียงราย ต่างไปจากที่เคยรู้สึก ความรู้สึกคล้ายๆรักแรกพบ คือ เหมือนไปถึงแค่ไม่นาน ก็รู้สึกหลงรัก เมืองนี้ยังไงไม่รู้
อยากจะมาอยู่ที่เชียงรายเลย ที่นี้มีเสน่ห์หลายอย่างที่ทำให้ผมหลงรักครับ มีภาษาคำเมืองที่น่ารัก ผู้คนยิ้มแย้ม มีอัธยาศัยดี มีอากาศที่ดี
ถึงแม้ว่าไปในฤดูร้อนแต่ก็รู้สึกว่าอากาศดีกว่าเมืองที่ผมอยู่ ที่นี่การใช้ชีวิตจะเดินไปอย่างไม่เร่งรีบ สังเกตจากรถที่วิ่งจะวิ่งกันไม่เร็ว
อาหารก็อร่อย ถึงแม้บางอย่างไม่เคยทานมาก่อน แต่ก็อร่อยดีนะ เป็นเมืองที่มีศิลปะวัฒนธรรม สวยงาม
หวังว่าสักวันหนึ่งผมคงได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เชียงราย
เพราะผมหลงรักเมืองนี้เข้าแล้วครับ
สวัสดี
ถอย เพื่อ มอง
ปัญหาบางอย่างหากเรายังจมอยู่กับปัญหานั้น ไม่มีทางแก้ คิดไม่ออก
เสมือนการวิ่งวนอยู่ในอ่างน้ำ ก็จะได้แค่อยู่ในอ่างน้ำนั้น
หากเราถอยออกมา จากจุดปัญหานั้น แล้วมองลงไปก็อาจจะทำให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้
ลองออกไปจากปัญหานั้นสักพัก พักสมอง หยุดคิด ไปพักผ่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่
วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555
หอนาฬิกา เชียงราย
เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมชอบมาก หอนาฬิกา เมืองเชียงราย สร้างสรรค์โดย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ
ตอนกลางคืนจะมีการแสดงแสง เสียง ตอน 1,2,3 ทุ่ม ตามลำดับ
แต่ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศตอนเช้ามากกว่า แสงอาทิตย์ส่องมากระทบหอนาฬิกา เป็นสีทองอร่าม สวยงามมาก
มีร้านกาแฟ ซึ่งผมไปนั่งแทบทุกเช้า (แต่ผมไม่ทานกาแฟนะครับ ทานโกโก้แทน) ประกอบกับเมืองเชียงรายเป็นเมืองที่เงียบๆ
รถลาไม่ค่อยวิ่งมากเท่าไร ทำให้เป็นบรรยายกาศเป็นที่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง
หากใครมีโอกาสไปเที่ยวเมืองเชียงรายก็ลองแวะไปดูนะครับ ลองไปทั้งตอนเช้ากับตอนค่ำ จะได้คนละอารมณ์ครับ
สวัสดี
วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555
ภูเขา กับ ทะเล
ตัวผมเกิดมาก็อยู่กับเมืองติดชายทะเล และใช้ชีวิตอยู่กับทะเลมากตลอด
เมื่อก่อน หากมีใครถามผมว่า ชอบทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน
ผมจะตอบว่า ทะเล เพราะชอบกิจกรรมที่มีให้ทำหลากหลาย ชอบว่ายน้ำ ชอบอาหารทะเล
จนผมมีโอกาสได้ไปจังหวัดเชียงราย ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทย
ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกถึงความสงบซึ่งต่างจากเมืองที่ผมอยู่เป็นอย่างมาก
ทีเชียงราย มีความสงบ การใช้ชีวิตที่ค่อยเป็นค่อยไปไม่เร่งรีบ
โดยเฉพาะที่ภูชี้ฟ้า การเดินทางไปในช่วงนี้ ทำให้ไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวมากนัก
ผมได้รับรู้ถึงความสงบ นั่งฟังและรับรู้ความรู้สึกของสายลมที่พัดผ่านตัวเราไป
ตอนนี้หากมีใครมาถามผมอีกว่าชอบภูเขาหรือทะเลมากกว่ากัน
ผมจะตอบได้อย่างมั่นใจว่า
ภูเขาเพราะ
ความสงบของภูเขา ช่างแตกต่างจาก ความสับสันวุ่นวายของทะเลสวัสดี
อาข่า ผู้น่ารัก
การเดินทางครั้งนี้ ผมได้พบเจอเรื่องราวมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะการได้พูดคุยกับน้องๆชาวเขาเผ่าอาข่า
ที่อาศัยทำมาหากินอยู่ที่ตั้งเมืองเชียงราย พวกเค้าได้สอนให้ผมรู้ว่า
1.แค่คิดบวก ชีวิตก็มีความสุขแล้ว
2.เราไม่จน ไม่รวย แต่เราไม่เบียดเบียนใคร
3.เราไม่กลัวใครมาหลอก เพราะเราไม่คิดจะหลอกใคร
นี่เป็นส่วนหนึ่งในคำพูดของน้องๆที่ผม จดจำมาได้คราวๆ และมีอีกหลายเรื่องราว ที่เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ผมรู้สึกว่า พวกเขา ใจสวยมาก
สวัสดี
วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555
ใจสงบ
เพียงแค่ใจสงบ
ความคิดที่ปราศจากคติก็ผุดขึ้นมา
รู้ว่าตอนนี้กำลังอยู่กับสิ่งไหน
อะไรสำคัญที่สุด
ใจสงบ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนได้นะครับ
สวีสดี
วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555
สงกรานต์ ณ เชียงราย
เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ผมได้ไปเที่ยวที่ จังหวัดเชียงราย ณ ดินแดนล้านนาแห่งนี้เต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรม
สงกรานต์ที่เชียงรายเล่นกันด้วยความสุภาพ ค่อยๆรดน้ำกัน ไม่มีการใช้แป้ง การแตะเนื้อต้องตัวหญิงสาวก็ไม่มี
การรดน้ำก็พร้อมกับกล่าวคำ "สวัสดีปี๋ใหม่เจ้า" น่ารักตามภาษาคำเมือง
ผมยังมีอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับการไปเชียงรายครั้งนี้ แล้วจะนำมาเล่าในครั้งต่อๆไปครับ
สวัสดี
วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555
ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน
จากการเดินทางไปขึ้นเหนือไปเที่ยวเชียงราย ใช้เวลาเดินทางกว่า 11 ชั่วโมง การเดินทางครั้งนี้ผมและเพื่อนๆเลือกช่วงเวลากลางคืนในการเดินทาง
โดยปกติแล้วผมเป็นคนนอนประมาณ 4 ทุ่ม ตื่นประมาณ 7 โมงเช้า ทำให้การเลือกช่วงเวลานี้ทำให้ผมต้องปรับตัวพอสมควร
ขาไปก็แค่รู้สึกมึน กินอะไรไม่ค่อยลง พอวันรุ่งขึ้นก็ดีขึ้น แล้วก็เที่ยวตามปกติ แต่ขากลับ ผมไม่ค่อยได้หลับระหว่างทาง
ผลคือ มึนครับ ไม่อยากกินอะไร ในช่วงแรก ต่อมามีอาการหายใจไม่ค่อยสะดวก มีน้ำมูก สรุปว่า เป็นไข้ครับ
จากทริปนี้ทำให้รู้ว่า การเปลี่ยนเวลานอน กิน มันมีผลต่อร่างกายเรามากเหมือนกัน
วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555
รู้(สึก)
รู้ว่า รู้สึก
รู้สึกว่า เจ็บ
เจ็บก็ รู้
รู้แล้ว ก็วาง
วางแล้ว ก็สบาย
รู้สึกว่า เจ็บ
เจ็บก็ รู้
รู้แล้ว ก็วาง
วางแล้ว ก็สบาย
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555
เที่ยวโคราช
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปเยียมคุณยายที่จังหวัดนครราชสีมา
และได้ไปแวะเที่ยวที่ บ้านด่านเกวียน
บ้านด่านเกวียน จะอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองโคราชประมาณ 10 กิโลเมตร
ไปทาง อ.โชคชัย บ้านด่านเกรียน ขึ้นชื่อด้านเครื่องปั้นดินเผา สินค้าก็มีหลากหลายครับ
ตั้งแต่ตุ๊กตาดินปั้นตัวเล็กๆ กระถางต้นไม้ ตุ่มน้ำพุ แจกัน โคมไฟ งานตกแต่งผนังหินทราย
ราคาก็ตั้งแต่ 10 บาทยันหลักพัน โดยรวมแล้วถูกกว่าในกรุงเทพ 50-80% เลยทีเดียว
สำหรับคนที่สนใจแต่งบ้านแนว รีสอร์ท บาหลี ที่นี่เหมาะมากกับการเลือกของแต่งบ้าน
อีกที่ที่ได้ไปเดินเล่นมาคือ ตลาดนัดเซฟวัน
ตลาดนัดเซฟวัน ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ถ้ามาจากกรุงเทพจะอยู่ขวามือ
ก่อนถึงแยกปัก(ทางแยกบายพาสไปขอนแก่น) ก่อนเข้าเขตเมืองโคราชนิดเดียวครับ
ตลาดนัดเซฟวัน เป็นตลาดนัดที่ใหญ่มาก ของก็มีให้เลือกมากมาย อาหารก็อร่อยครับ
ตลาดจะมีหลักๆประมาณ 3 โซนครับ โซนแรกอาหารครับ อีกโซนก็เป็นร้านค้าที่มีบล็อกประจำ
และโซนสุดท้ายเป็นโซนเปิดท้ายขายของครับ ที่จะพูดถึงก็เป็นโซนเปิดท้ายนะครับ
เพราะรู้สึกว่าเป็นโซนที่น่าสนใจมาก เค้าจัดพื้นที่ลานจอดรถให้พ่อค้าแม่ค้า
นำรถมาจอดแล้วก็นำแผงมาวางที่หลังรถของตัวเองได้เลย สินค้าก็หลากหลายครับ
มีทั้งเสื้อผ้า ของสะสม งานฝีมือ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง
จากที่เคยได้ไปมาแล้วประมาณ3-4ครั้ง (ปีละประมาณ2ครั้ง) สินค้าจะมีความแตกต่าง หมุนเวียนกันไป
น่าจะเป็นเพราะเป็นโซนที่เปิดอิสระให้พ่อค้าแม่ค้า คือใครมาก่อนก็ได้ก่อนแล้วก็เรียงๆกันไป
เพราะฉะนั้นเจออะไรชอบใจก็ควรซื้อครับ ไม่นั้นมาอีกรอบอาจจะไม่เจอแล้ว
ตลาดเปิดทุกวันครับ ตอนเย็นๆ แต่ของจะมีเยอะๆวันเสาร์-อาทิตย์
ใครที่ผ่านมาเที่ยวโคราชไม่รู้ไปไหน ลองมาเดินช็อปปิ้งกันดูครับ
สวัสดี
และได้ไปแวะเที่ยวที่ บ้านด่านเกวียน
บ้านด่านเกวียน จะอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองโคราชประมาณ 10 กิโลเมตร
ไปทาง อ.โชคชัย บ้านด่านเกรียน ขึ้นชื่อด้านเครื่องปั้นดินเผา สินค้าก็มีหลากหลายครับ
ตั้งแต่ตุ๊กตาดินปั้นตัวเล็กๆ กระถางต้นไม้ ตุ่มน้ำพุ แจกัน โคมไฟ งานตกแต่งผนังหินทราย
ราคาก็ตั้งแต่ 10 บาทยันหลักพัน โดยรวมแล้วถูกกว่าในกรุงเทพ 50-80% เลยทีเดียว
สำหรับคนที่สนใจแต่งบ้านแนว รีสอร์ท บาหลี ที่นี่เหมาะมากกับการเลือกของแต่งบ้าน
อีกที่ที่ได้ไปเดินเล่นมาคือ ตลาดนัดเซฟวัน
ตลาดนัดเซฟวัน ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ถ้ามาจากกรุงเทพจะอยู่ขวามือ
ก่อนถึงแยกปัก(ทางแยกบายพาสไปขอนแก่น) ก่อนเข้าเขตเมืองโคราชนิดเดียวครับ
ตลาดนัดเซฟวัน เป็นตลาดนัดที่ใหญ่มาก ของก็มีให้เลือกมากมาย อาหารก็อร่อยครับ
ตลาดจะมีหลักๆประมาณ 3 โซนครับ โซนแรกอาหารครับ อีกโซนก็เป็นร้านค้าที่มีบล็อกประจำ
และโซนสุดท้ายเป็นโซนเปิดท้ายขายของครับ ที่จะพูดถึงก็เป็นโซนเปิดท้ายนะครับ
เพราะรู้สึกว่าเป็นโซนที่น่าสนใจมาก เค้าจัดพื้นที่ลานจอดรถให้พ่อค้าแม่ค้า
นำรถมาจอดแล้วก็นำแผงมาวางที่หลังรถของตัวเองได้เลย สินค้าก็หลากหลายครับ
มีทั้งเสื้อผ้า ของสะสม งานฝีมือ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง
จากที่เคยได้ไปมาแล้วประมาณ3-4ครั้ง (ปีละประมาณ2ครั้ง) สินค้าจะมีความแตกต่าง หมุนเวียนกันไป
น่าจะเป็นเพราะเป็นโซนที่เปิดอิสระให้พ่อค้าแม่ค้า คือใครมาก่อนก็ได้ก่อนแล้วก็เรียงๆกันไป
เพราะฉะนั้นเจออะไรชอบใจก็ควรซื้อครับ ไม่นั้นมาอีกรอบอาจจะไม่เจอแล้ว
ตลาดเปิดทุกวันครับ ตอนเย็นๆ แต่ของจะมีเยอะๆวันเสาร์-อาทิตย์
ใครที่ผ่านมาเที่ยวโคราชไม่รู้ไปไหน ลองมาเดินช็อปปิ้งกันดูครับ
สวัสดี
ป้ายกำกับ:
โคราช,
ตลาดนัด,
ตลาดนัดเซฟวัน,
เที่ยว,
บ้านด่านเกวียน
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555
แสงสว่าง
พอความมืดเข้ามาแบบรวดเร็ว
แรกๆจะมองไม่เห็นอะไรเลย
แต่สักพักเราเริ่มปรับตัวได้
จะเริ่มมองเห็น มีทางมีแสงสว่าง
ดังนั้น
หากพบว่ายิ่งมืดเท่าไหร่
แสดงว่า
แสงสว่างยิ่งใกล้เข้ามา
แรกๆจะมองไม่เห็นอะไรเลย
แต่สักพักเราเริ่มปรับตัวได้
จะเริ่มมองเห็น มีทางมีแสงสว่าง
ดังนั้น
หากพบว่ายิ่งมืดเท่าไหร่
แสดงว่า
แสงสว่างยิ่งใกล้เข้ามา
วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555
รักธรรมชาติ
ในประเทศไทย อุดมไปด้วยธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ อากาศ มีความหลากหลายทางชีวภาพ
พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร
เพียงแต่บางทีก็โดนมองข้ามไป วันนี้เราควรกลับมามองสิ่งที่เรามีอยู่
บางที่อาจจะพอว่าขุมทรัพย์นั้นอยู่ตามหลังบ้าน รั่วบ้านนี่เอง
เรามารักธรรมชาติกันมากๆนะครับ ธรรมชาติจะให้สิ่งดีๆกับเราอีกมากมาย อย่างที่คุณจะคิดไม่ถึง
พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร
เพียงแต่บางทีก็โดนมองข้ามไป วันนี้เราควรกลับมามองสิ่งที่เรามีอยู่
บางที่อาจจะพอว่าขุมทรัพย์นั้นอยู่ตามหลังบ้าน รั่วบ้านนี่เอง
เรามารักธรรมชาติกันมากๆนะครับ ธรรมชาติจะให้สิ่งดีๆกับเราอีกมากมาย อย่างที่คุณจะคิดไม่ถึง
ตัวเราของเรา
อาจเคยแพ้และเสียใจ แต่ขึ้นชื่ว่าเป็นมนุษย์
ต้องลุกขึ้นยืนใหม่ อย่ายอมแพ้และข้ามมันไป
สิ่งที่เราหวังยังอยู่ไม่ไกล
วงดนตรีภูมิจิต
ต้องลุกขึ้นยืนใหม่ อย่ายอมแพ้และข้ามมันไป
สิ่งที่เราหวังยังอยู่ไม่ไกล
ที่ที่เราหายใจ
วงดนตรีภูมิจิต
วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
กำลังใจ
ในยามที่พอเจอกับความผิดหวัง อุปสรรคในชีวิต
ปัญหาทุกอย่างถาโถมเข้ามา เราอาจจะรู้สึกหมดหวัง
มืดหมน ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
ที่จริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
มนุษย์ต้องเจอทั้งดีและร้ายปะปนกันไป
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายเดี๋ยวก็จะผ่านไป
ไม่มีอะไรอยู่ตลอดไป
กำลังใจสามารถสร้างขึ้นด้วยตนเอง
เพียงปรับทัศนะคติ เหมือเจออุปสรรคก็ต้องเรียนรู้
เพื่อที่จะผ่านไป อย่าไปจมอยู่กับปัญหา
มองให้เป็นเรื่องดีที่ได้เจอ ครั้งต่อไปเจออีกจะได้รู้วิธีการเอาชนะอุปสรรคนั้น
ถ้ากำลังใจเราดีแล้ว เราก็จะไม่ไปหวั่นไหวกับสิ่งที่เข้ามา
ข้อให้คิดเป็นบวกและพร้อมที่จะเดินต่อไปอย่างมั่นคง แข็งแรง
ปัญหาทุกอย่างถาโถมเข้ามา เราอาจจะรู้สึกหมดหวัง
มืดหมน ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
ที่จริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
มนุษย์ต้องเจอทั้งดีและร้ายปะปนกันไป
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายเดี๋ยวก็จะผ่านไป
ไม่มีอะไรอยู่ตลอดไป
กำลังใจสามารถสร้างขึ้นด้วยตนเอง
เพียงปรับทัศนะคติ เหมือเจออุปสรรคก็ต้องเรียนรู้
เพื่อที่จะผ่านไป อย่าไปจมอยู่กับปัญหา
มองให้เป็นเรื่องดีที่ได้เจอ ครั้งต่อไปเจออีกจะได้รู้วิธีการเอาชนะอุปสรรคนั้น
ถ้ากำลังใจเราดีแล้ว เราก็จะไม่ไปหวั่นไหวกับสิ่งที่เข้ามา
ข้อให้คิดเป็นบวกและพร้อมที่จะเดินต่อไปอย่างมั่นคง แข็งแรง
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
ณ ปัจจุบัน
สิ่งที่ผ่านมา
อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งในที่นี้ผมของเรียกว่าประสบการณ์นะครับ ทุกคนย่อมผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมา และมีการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่บุคคล ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ก็จะดี แต่ถ้าไม่คิดจะเรียนรู้สิ่งที่เคยผ่าน เคยกระทำก็อาจจะเป็นผลเสียได้ เช่น การผิดหวังจากการสอบ สอบไม่ผ่าน เราก็มั่วมานั่งเสียใจ คิดวนไปวนมาทำไมทำไม่ได้ โทษตัวเอง โทษคนอื่น แต่สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ กลับไปอ่านหนังสือเตรียมตัวใหม่ เพื่อการสอบครั้งใหม่ อดีตผ่านไปแล้วแก้ไม่ได้ ประสบการณ์บางอย่างที่ไม่ดีก็ลืมไปบ้างก็ได้ อย่าไปยึดอยู่ แค่วางลงแล้วตัวก็จะเบา จิตใจดีขึ้น สมองทำงาน
สิ่งที่ยังไม่เกิด
อนาคต หลายคนมีความฝันที่อยากจะเป็น อยากจะมี อยากจะได้ ในสิ่งที่ต้องการ การมีเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี และทุกคนควรจะมี แต่หลายคนก็อาจจะลืมไปมุ่งมั่นจนเกินพอดี ลืมสิ่งที่อยู่รอบๆตัว จนความฝันนั้นทำลายเรา เช่น การทำงานหนักๆเพื่อให้ได้มา ซึ่งฐานะดีๆ แต่พอได้มาก็ต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล เพราะก่อนหน้าไม่เคยดูแลสุขภาพ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินอย่างเดียว
ณ ปัจจุบัน
ผมอยากให้เราอยู่กับปัจจุบันกันเยอะๆ เพราะเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อดีตผ่านไปแล้วช่างมันทิ้งไป อนาคตจะดีถ้าตอนนี้เราทำดี สร้างตัวรู้ว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ หายใจอยู่ เดินอยู่ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปคิดเรื่องอดีต อนาคต เพียงแค่รู้ตัวเสมอว่าตอนนี้เราเป็นอะไร ทำอะไรอยู่ อยู่อย่างมีสติ จะได้ใช้ชีวิตไม่ประมาท รู้ผิดชอบ เรียนรู้สิ่งที่เกิด
ลองฝึกดูนะครับ
อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งในที่นี้ผมของเรียกว่าประสบการณ์นะครับ ทุกคนย่อมผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมา และมีการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่บุคคล ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ก็จะดี แต่ถ้าไม่คิดจะเรียนรู้สิ่งที่เคยผ่าน เคยกระทำก็อาจจะเป็นผลเสียได้ เช่น การผิดหวังจากการสอบ สอบไม่ผ่าน เราก็มั่วมานั่งเสียใจ คิดวนไปวนมาทำไมทำไม่ได้ โทษตัวเอง โทษคนอื่น แต่สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ กลับไปอ่านหนังสือเตรียมตัวใหม่ เพื่อการสอบครั้งใหม่ อดีตผ่านไปแล้วแก้ไม่ได้ ประสบการณ์บางอย่างที่ไม่ดีก็ลืมไปบ้างก็ได้ อย่าไปยึดอยู่ แค่วางลงแล้วตัวก็จะเบา จิตใจดีขึ้น สมองทำงาน
สิ่งที่ยังไม่เกิด
อนาคต หลายคนมีความฝันที่อยากจะเป็น อยากจะมี อยากจะได้ ในสิ่งที่ต้องการ การมีเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี และทุกคนควรจะมี แต่หลายคนก็อาจจะลืมไปมุ่งมั่นจนเกินพอดี ลืมสิ่งที่อยู่รอบๆตัว จนความฝันนั้นทำลายเรา เช่น การทำงานหนักๆเพื่อให้ได้มา ซึ่งฐานะดีๆ แต่พอได้มาก็ต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล เพราะก่อนหน้าไม่เคยดูแลสุขภาพ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินอย่างเดียว
ณ ปัจจุบัน
ผมอยากให้เราอยู่กับปัจจุบันกันเยอะๆ เพราะเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อดีตผ่านไปแล้วช่างมันทิ้งไป อนาคตจะดีถ้าตอนนี้เราทำดี สร้างตัวรู้ว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ หายใจอยู่ เดินอยู่ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปคิดเรื่องอดีต อนาคต เพียงแค่รู้ตัวเสมอว่าตอนนี้เราเป็นอะไร ทำอะไรอยู่ อยู่อย่างมีสติ จะได้ใช้ชีวิตไม่ประมาท รู้ผิดชอบ เรียนรู้สิ่งที่เกิด
ลองฝึกดูนะครับ
รักกัน.. ได้อีกนะ
รักกันได้อีกนะ เขียนโดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เป็นหนังสือที่อยากให้คนใกล้ตัว หรือคนรอบๆตัวได้อ่าน เขียนถึงการให้มุมมองความรักในด้านต่างๆไว้อย่างดี การเรียนรู้ที่จะรัก แฝงธรรมะ การให้สติ รักอย่างฉลาด โดยมองถึงความรักทุกรูปแบบ ทั้งความรักแบบหนุ่มสาว พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน สังคม ธรรมชาติ
อยากให้ทุกคนได้อ่าน แล้วเราจะ"รักกัน...ได้อีกนะ"
สวัสดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
































