วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ณ วันที่ความรักเปลี่ยนไป

วันหนึ่งความ รัก จะเปลี่ยนแปลงไป____แต่จงก้าวต่อไปด้วย ความเมตตา _____วันหนึ่งความเป็น คู่รัก จะเปลี่ยนแปลงไป___แต่จงก้าวต่อไปด้วยการเป็น กัลยาณมิตร___คมธรรม ท่าน ว.วชิรเมธี____สวัสดี

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไม่มีแล้วความรัก

เกิ่นนำอาจจะดูเหมือนว่าโหดร้ายไปหน่อย ตัดทอนความรักจนเกินไป แต่จริงแล้วที่ผมจะสื่อก็คือ -----จากที่ความรักในรูปแบบเดิมๆที่เคยรู้จักกัน แบบนั้นไม่มีแล้ว เพราะผมมีพรหมวิหาร 4 แทนที่ ประกอบไปด้วย---1.เมตตา คือ ปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์---2. กรุณา คือ ปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข---3. มุทิตา คือ มีความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี---4. อุเบกขา คือ เมื่อเราทำที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว ก็ปล่อยวาง ยอมรับความเป็นจริง เข้าใจเรื่องกรรมของแต่ละบุคคล ----สวัสดี----

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ศีล 5

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานคนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 4 ในชื่อว่า "มนุษย์ มโนธรรม"____เป็นงานที่ผมมีความรู้สึกอิ่มเอิบ กับสิ่งต่างๆที่ได้รับรู้เรื่องราว วันนี้ผมขอยกข้อคิดดีๆจาก ปฐมคาถา จากท่าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวเกี่ยวกับเรื่องศีล 5 ที่หลายๆคนเข้าใจแตกต่างกันไป ตามการศึกษา รับรู้ ท่านพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ได้ให้ความหมายที่ถูกต้องและเข้าใจได้ง่าย
ศ๊ล 5 คือ ความปกติ
____ศีลข้อ (1) ไม่ฆ่าสัตว์ ความปกติของการรักชีวิต เราต่างก็รักชีวิตตัวเอง ปกติแล้วก็จะไม่ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น___ศีลข้อ (2) ไม่ลักขโมย ก็เช่นกันของของใคร ก็ไม่อยากให้คนอื่นเอาไป เป็นปกติ ____ศีลข้อ (3) ปกติเราควรจะมีคู่ครองแค่คนเดียว และเราไม่ยินดีให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับคู่ครองของเรา _____ศีลข้อ (4)ความจริงเป็นปกติ เป็นสิ่งที่พูดได้ โดยไม่ต้องมาคอยระวังอะไรหรือแม้แต่การไม่พูดเบียดเบียนผู้อื่น ___ศีลข้อ(5) การเสพของมึนเมาทำให้เราไม่ปกติ ขาดสติ กระทำโดยไม่ยั้งคิด____โดยรวมทั้งหมดแล้วทุกข้อล้วนเป็นข้อที่แนะให้เรากลับมาอยู่กับความเป็นปกติที่ควรเป็น เหมือนเป็นปกติแล้ว ปัญหาก็จะไม่มี สวัสดี

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เดินกินถิ่นนาเกลือ

เริ่มแล้วครับ สำหรับถนนเดินกิน
เดินกินถิ่นนาเกลือ
ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม โดยจัดมาประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ครับ
สำหรับใครที่มาเที่ยวพัทยา อยากเดินเล่น หาอะไรทาน สบายก็ขอเชิญครับ งานเดินกินถิ่นนาเกลือจัดอยู่ที่ตลาดเก่านาเกลือ หรือคนท้องถิ่นจะเรียกว่า
ตลาดเก่านาเกลือ
โดยตลาดจะตั้งอยู่ย่านนาเกลือ ซึ่งถ้ามาจากรุงเทพก็จะอยู่ก่อนถึงพัทยาเหนือครับ ถ้ามาไม่ถูกก็ลองถามๆคนท้องถิ่นดูได้ครับมาไม่ยากครับ _____ตลาดเก่านาเกลือเป็นตลาดที่ผมมีความผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านอยู่ใกล้ตลาด เรียกได้ว่าไปวิ่งเล่นประจำครับ เป็นตลาดเก่าแก่ของเมืองพัทยา ถ้ามาพัทยาแล้วต้องการหาอาหารทะเลสดๆ ก็หาได้จากที่ตลาดแห่งนี้ครับ แต่ระยะเวลาผ่านไป ตลาดนาเกลือก็เงียบเหงาไปตามกาลเวลา ไม่ค่อยคึกคักเหมือนแต่ก่อน จนมีการจัดงานถนนเดินกิน ตลาดก็กลับมา มีสีสันขึ้นอีกครั้ง โดยยังมีความเก่าแก่ และมีเสน่ห์ของตลาดเก่านาเกลืออยู่ น่าจะคล้ายๆกับหลายสถานที่ที่นิยมกลับมาทำตลาดโบราณ ให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง จัดเป็นถนนคนเดินความยาวกว่า 1 ก.ม.
____งานเดินกินถิ่นนาเกลือ_____ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อาหาร ของทานเล่นครับ เช่น ปลาหมึกสดย่างกันใหม่ๆ
แจงลอนอาหารท้องถิ่น คล้ายๆกับทอดมัน เพียงแต่ใช้วิธีย่างครับ
ปลาทอด หอยทอด แต่ผมแนะนำให้ลองทะเลทอดครับอร่อยมากครับ น้ำพริกไข่ปู ส้มตำปูม้า บาร์บีคิว ฯลฯ
ผลไม้ ขนมก็มีครับ มีขนมฝักบัวครับ ตอนเด็กๆชอบทานมาก
มีสินค้าของใช้ต่างๆเช่นเสื้อผ้า ของที่ระลึก สินค้าทำมือ
มีการจัดที่ไว้สำหรับนั่งรับประทานอาหาร ที่สะพานยาวริมทะเล บรรยายกาศสบายๆ พร้อมวงดนตรี หรือถ้าอยากจิบเบียร์สดก็มีให้บริการครับ โดยงานจะจัดทุกวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้-20 ม.ค. 2556 ในเวลา 16.00-22.00 น. ใครว่างๆก็แวะมาเที่ยวดูครับ จะเห็นมุมมองใหม่ๆของเมืองพัทยา ที่มีมากกว่าแสงสี ครับ

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ลงแขกเกี่ยวข้าว (4)

11.11.55___ วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้าเหมือนเดิม ทำภาระกิจส่วนตัวกันเสร็จเรียบร้อย เช้าวันนี้เราเดินเท้ามาที่โรงสีดาวกระจาย ระยะทางประมาณ 800 เมตร เช้านี้อาหารสดชื่นมาก สูดอากาศได้เต็มปอด ระหว่างรอความพร้อม พ่อ แม่ ชาวนาได้ทำน้ำข้าวกล้องอุ่นๆ มาให้พวกเราทานรองท้องก่อน พอสมาชิกครบเราก็เริ่มกิจกรรมแรกของวันนี้คือ ไปปลูกแตงโม เป็นแปลงปลูกขนาดเล็กๆ ได้ทำการเตรียมปั่นดินไว้แล้ว
จากนั้นก็มีการแนะนำวิธีการปลูกที่ถูกต้อง และพวกเราก็ลงมือปลูกแตงโม แตงโมที่เราปลูกจะมีระยะเวลาในการเติบโต จนพร้อมเก็บเกี่ยวประมาณ 75 วัน จากนั้นพวกเราก็ มาล้างมือ พร้อมรับประทานอาหารเช้า ซึ่งวันนี้เป็น ข้าวต้ม 150 สายพันธุ์ผสมธัญพืชต่างๆ พร้อมไข่ต้มและไข่ดาว เลือกกันได้ตามความชอบใจ หรือจะสองอย่างเลยก็ได้ ไม่ว่ากัน ท้องอิ่มก่อนที่จะง่วงกัน พวกเราก็เริ่มกิจกรรมต่อไปคือ การลงแขกเกี่ยวข้าว
พอถึงแปลงนา ก็เริ่มลงมือเกี่ยวข้าวกันทันที พร้อมกับพี่ตุ๊หล่างก็อธิบายถึงที่มาของการลงแขกเกี่ยวข้าว คร่าวที่ผมบอกจำได้ ก็ประมาณว่าเป็นประเพณีการสร้างความสัมพันธ์กันของคนในหมู่บ้าน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เนื่องจากวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน สมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงชาวเมืองที่ไม่บ่อยครั้งที่จะต้องออกแดดร้อนขนาดนี้ พวกเราเกี่ยวข้าวกันประมาณ 20-30 นาที ก็พักทานน้ำหญ้าม้าผสมมะนาว อันแสนสดชื่นเติมพลัง
แล้วก็ออกแดดอีกครั้งเพื่อเก็บภาพเป็นที่ระลึกกัน ก่อนเก็บของกลับ จากนั้นก็แยกย้ายกันตามบ้านเพื่ออาบน้ำ เก็บสัมภาระ ก่อนจะมารวมกันอีกทีที่โรงสีดาวกระจาย กิจกรรมต่อไปคือการเขียนความในใจที่ได้จากกิจกรรม ครั้งนี้ โดยกิจกรรมนี้ทำพร้อมกับรับประทานอาหารเที่ยง
เสร็จสิ้นก็มีการให้พรจากพ่อแม่ชาวนา รับของที่ระลึก เป็นข้าว 2 ถุง ถ่ายรูปหมู่รวมอีกครั้ง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ___สวัสดี___

ลงแขกเกี่ยวแขก (3)

10.11.55__ วันที่สองของกิจกรรมจากเรี่ยวแรงสู่เรียวรวง ครั้งที่ 2 ตอน "ลงแขกเกี่ยวข้าว รับลมหนาวปลายนา" เริ่มต้นที่ผมตื่นนอนประมาณ ตี 5 ครึ่ง ทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จ แม่แต๋นก็ชวนพวกเรามาตักบาตรพระสงฆ์
จากนั้นแม่แต๋นก็ได้เตรียมถ่านผสมดินสอพอง มาให้พอกหน้ากัน และมีน้ำคลอลอฟิว(น้ำใบย่าน่าง, ใบเบญจรงค์, ใบเตย)
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นแนวทางของหมอเขียว จากนั้นแม่แต๋นก็พาไปดูแปลงผัก ก็จะมีพวกแตงกวา ผักกาด
และก็เดินทางไปที่นา ซึ่งห่างจากที่บ้านประมาณ 800 เมตร ก่อนจะลงแปลงนา แม่แต๋นได้ชวนไปรดน้ำผักกันก่อน ที่นี่ก็มีพืชผักหลายอย่าง อาทิ ต้นหอม กระเทียม กล้วย ผักกาด และส้มโอที่สุกพร้อมรับประทาน ก็เก็บจากต้นมาได้ 10 กว่าลูก
พักทานน้ำข้าวกล้องอุ่นๆ และระหว่างรออาหารเช้า อาหารเช้าเป็นข้าวต้มใส่ธัญพืช อิ่มเรียบร้อย ก็พร้อมลงแขกเกี่ยวข้าวกัน ถึงที่นาแม่แต๋นก็แนะนำวิธีการเกี่ยว พร้อมอธิบายพันธุ์ข้าว เกี่ยวได้สักพัก ก็พักเหนื่อยกันนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยบนกองฟาง
และก็กลับมาที่พักทานน้ำ เดินไปดูพ่อบ้านจับปลาในบ่อกลางนา พักกันพอหายเหนื่อยก็ไปช่วยกันเตรียมเชื้อเห็ด เตรียมเอาไปเพาะ ระหว่างทำก็มีอาหารว่างเป็นกล้วยทอด ที่เพิ่งไปตัดมาเมื่อเช้า ผมว่าเป็นกล้วยทอดอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา กล้วยไม่อมน้ำมันเหมือนที่เคยๆทาน หวานกำลังดี จากได้ก็เดินไปดูบ้านดิน ที่สร้างแบบเรียบง่าย ใช้กล่องนมนำมาต่อกันเป็นหลังคา ดินที่ทำก็ขุดเอาตรงนั้นข้างๆบ้าน
และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง มื้อนี้อาหารจะค่อยข้างเยอะเป็นพิเศษ เนื่องจากมีทีมงานของทีวีบูรพามารับประทานด้วย มื้อนี้อาหารก็มีหลากหลายครับ แต่ที่อร่อยพิเศษ คือ หัวปลีชุบแป้งทอด ปนเห็ด(คล้ายๆน้ำพริกของภาคกลาง) ช่วงบ่ายๆของวันนี้เราต้องเดินทางไปอีกที่ ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเราจะเดินทางไปที่ โรงสีดาวกระจาย บ้านโนนค้อทุ่ง จังหวัดอำนาจเจริญ ที่นี่จะเป็นที่สีข้าวและบรรจุข้าว
ของกลุ่มข้าวนาคุณธรรม ที่ขายในนาม "ข้าวคุณธรรม" ที่โรงสีดาวกระจายสมาชิกทุกท่านจะได้มารวมกันอีกครั้ง โดยมี พี่อดุลย์ ตัวแทนชาวนาคุณธรรม และ พี่เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ กล่าวถึงที่มา โครงการเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา จากนั้นก็รับประทานอาหารเย็น และก็กิจกรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละกลุ่ม โดยการส่งตัวแทนมาเล่าถึงกิจกรรมที่ตนเองได้ไปทำมาในแต่ละบ้าน โดยก่อนเริ่มกิจกรรมได้มีการฟังเทศน์จากพระวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ และกิจกรรมสุดท้าย คือ พิธีเทียน เป็นพิธีรวมใจกันเป็นหนึ่ง แลกเปลี่ยนความในใจแก่กัน และการผูกข้อมือให้พรโดยพ่อแม่ เกลอทุ่ง เสร็จสิ้นพิธี ก็มีข้าวหลามเผาใหม่ๆเตรียมไว้ให้เราทานกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามบ้าน ซึ่งคืนที่สองนี้ ได้มีการสลับกลุ่มและบ้านใหม่ เพื่อการทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นมากขึ้น

ลงแขกเกี่ยวข้าว (2)

9.11.55___ การเดินทางครั้งนี้ออกจากกรุงเทพประมาณ 7 โมงเช้า และเดินทางถึงวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ประมาณ 4 โมงเย็น ได้รับการต้อนรับจากเกลอทุ่ง ด้วยน้ำหญ้าม้า ผสมน้ำผึ้ง มะนาว หวาน หอม สดชื่น จากนั้นก็มีการแนะนำตัวกันระหว่าง เกลอเมือง เกลอทุ่ง
และการเยี่ยมชม ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นการรวบรวมพื้นฟูอนุรักษ์ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไว้ให้ชาวนา กว่า 150 สายพันธุ์ และแปลงนาสาธิต
จากนั้นก็ได้แยกย้ายกันไปตามบ้านพักของพ่อแม่ชาวนา ที่ได้แบ่งกลุ่มกันไว้ สมาชิกแต่ละบ้านจะมีประมาณ 4-5 คน ซึ่งบ้านที่ผมได้ไปพัก เป็นบ้านของแม่แต๋น ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 40 กิโล ทำให้ไปถึงฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไปถึงก็เก็บข้าวของ ทยอยอาบน้ำ ส่วนแม่แต๋นและพ่อบ้านก็เตรียมทำอาหารเย็นสำหรับพวกเรา และแล้วก็ถึงเวลาอาหารของพวกเรา อาหารมื้อนี้เป็นมังสาวิรัติ เนื่องจากแม่แต๋นเป็นผู้รับประทานอาหารมังสาวิรัติ มาเป็นระยะเวลาประมาณ 9 ปีแล้ว และก็เป็นที่มาของเรื่องเล่าในวงรับประทานอาหาร แม่แต๋นได้เล่าว่า แต่ก่อนทำเกษตรโดยใช้สารเคมีมาตลอด จนวันนึงไปตรวจร่างกาย พบว่าเป็น โรคตับแข็ง หมอก็ทักว่าดื่มเหล้ามากไป ทั้งๆที่แม่แต๋นไม่ได้ดื่ม แล้วแม่แต๋นได้มาคิดดูน่าจะมาจากสารเคมีที่ใช้ โดยเวลาใช้ก็แบกสะพายหลังและสารเคมีก็หก รดตัวอยู่เป็นประจำ รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ประมาณ 4 ปี อาการก็ไม่หาย จนกระทั้งมาพบ หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) ได้แนะนำให้ใช้การรักษาแนวทางการแพทย์วิถีธรรม หลักๆก็มี ทานอาหารงดเนื้อสัตว์ รสจืด, ดีท็อกซ์ (สวนทวาร), ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น ซึ่งรายละเอียดจะมีอยู่ใน www.morkeaw.net แม่แต๋นใช้ระยะเวลารักษาอยู่ประมาณ 4 เดือน อาการก็ดีขึ้น เป็นเหตุให้ทานมังสาวิรัติ มาจนถึงปัจจุบันนี้ รับประทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันพักผ่อน